บทความ

ตราไว้ในดวงจิต ตอน23

เขียนโดย Admin. Posted in บทความ

ตราไว้ในดวงจิต - บันทึกเรื่องราวอาศรมวงศ์สนิทยุคบุกเบิก

ตอนที่ ๒๓ โลกของเพื่อนบ้าน

ที่มา : หนังสือ ตราไว้ในดวงจิต บันทึกเรื่องราวอาศรมวงศ์สนิทยุคบุกเบิก เขียนโดย ศิริพร โชติชัชวาลย์กุล


อาศรมวงศ์สนิทตั้งอยู่ตรงรอยต่อตำบลองครักษ์กับตำบลบางปลากด อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เพื่อนบ้านของเราจึงประกอบด้วยคนสองหมู่บ้าน รวมกันแล้วมีประมาณ ๗๐ หลังคาเรือน แต่เท่าที่สามารถมองเห็นรายรอบอาศรมและมีการติดต่อสัมพันธ์ฉันเพื่อนบ้านมีราวๆ ๓๐หลังคาเรือน ล้วนแต่เป็นมิตรต่อกันทั้งสิ้น อาจมีบ้างสักสองสามครอบครัวที่มีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ขัดใจกัน แต่ก็ไม่ถึงกับโกรธเคืองตัดสัมพันธ์

แม้ชุมชนนี้จะอยู่ห่างจากตลาดรังสิตเพียง ๔๐ กิโลเมตร ห่างจากตลาดองครักษ์เพียง ๑๒ กิโลเมตร แต่ก็มีวิถีชีวิตเรียบง่ายและคงความเป็นชนบทมากอย่างไม่น่าเชื่อ เช้า เย็น จะเห็นผู้หญิงนุ่งกระโจมอกกระเดียดกะละมังผ้าเดินตามถนนลูกรังในหมู่บ้าน ตรงไปท่าน้ำริมคลองเพื่อซักผ้า อาบน้า บ้างก็หาบน้ำกลับไปบ้านเรือนของตน กลางวันก็จะเห็นคนนั่งตกปลาตามจุดต่างๆ ริมตลิ่ง แล้วก็เดินเปลี่ยนจุดตกปลาไปเรื่อยๆ ใช้เวลาครึ่งค่อนวันเพื่อหาปลาทั้งตัวใหญ่ตัวเล็กมาเป็นอาหารแต่ละวันในครอบครัว เย็นก็พายเรือช้อนกุ้ง เก็บผักบุ้ง สายบัว ไปจิ้มน้ำพริกปลาร้า เชื้อเพลิงหุงต้มแม้บางบ้านจะใช้เตาแก๊ส มีหม้อหุงข้าวไฟฟ้า แต่ทุกบ้านก็ยังคงใช้เตาถ่านด้วย และถ่านที่ใช้ก็มักเผาเอง โดยเก็บเศษกิ่งไม้สนที่พ่อค้าไม้สนตัดทิ้งหรือไม่ก็พายเรือไปตัดไมยราพยักษ์ต้นแก่ที่ขึ้นตามริมฝั่งคลองมาเผา ช่วงฤดูทำนาจนถึงหลังเก็บเกี่ยวข้าวก็ออกล่าหนูนาเป็นอาหาร

เพื่อนบ้านส่วนใหญ่เป็นญาติพี่น้องกัน ทั้งหมู่บ้านจะมีไม่กี่สกุล สกุลใหญ่สุดคือ “หน่องพงษ์” รองลงมาได้แก่ “เพิ่มสุข” “รุ่งสว่าง” “สไบบาง” เมื่อแรกที่ป้าปอนกับลุงสมชายเข้ามาอยู่ใหม่ มีเพื่อนเด็กๆ มาขอให้ลุงสมชายช่วยสอนทำรายงานวิชาประวัติศาสตร์ เราถามชื่อ นามสกุลเด็กๆ พบว่าส่วนใหญ่นามสกุลหน่องพงษ์ ตอนนั้นเรายังไม่รู้จักเพื่อนบ้านรุ่นผู้ใหญ่มากนัก ก็แปลกใจที่เด็กๆ นามสกุลเดียวกันเยอะมาก

แต่ถึงจะเกี่ยวดองเป็นญาติกัน ชาวบ้านที่นี่กลับไม่ค่อยเรียกขานตามลำดับญาติ ป้าปอนเดาว่าคงเป็นเพราะความที่เป็นญาติหลายชั้นสลับซับซ้อนยากที่จะเรียงลำดับ เช่น คนหนึ่งขณะที่เป็นหลานของคนหนึ่งก็เป็นพี่สะใภ้ด้วยหรืออาจมีศักดิ์เป็นลูกผู้พี่แต่อายุน้อยกว่าคนที่เป็นลูกผู้น้อง อย่างที่กล่าวกันว่า“ศักดิ์เป็นพี่ ศรีเป็นน้อง” อะไรทำนองนี้ เลยนิยมเรียกสรรพนามเป็นการทั่วๆไปสำหรับผู้ชายวัยกลางคนขึ้นไปว่า “ตา” ถ้าวัยหนุ่มและบวชเรียนแล้วก็เรียก“ทิด” ถ้าวัยรุ่นผู้ชายลงมาถึงวัยเด็กก็เรียก “ไอ้”

สำหรับผู้หญิงถ้าเป็นเด็กจนถึงวัยรุ่นเรียก “อี” ถ้าเป็นผู้ใหญ่เรียก “ยาย”สรรพนามเหล่านี้ใช้เรียกนำหน้าชื่ออย่างเป็นธรรมดา ไม่ถือเป็นเรื่องหยาบคายแม้ว่าผู้เรียกจะเป็นเด็กอายุเพียง ๑๐ ขวบ หรือเพียง ๖-๗ ขวบก็ตาม

สำหรับป้าปอนและลุงสมชาย เนื่องจากเป็นคนต่างถิ่นเพิ่งเข้ามาอยู่ บางคนจึงเรียกเราว่า “คุณปอน–คุณสมชาย” แต่ส่วนใหญ่ชาวบ้านไม่คุ้นเคยที่จะเรียกใครว่า “คุณ” คำว่าคุณดูจะนิยมใช้ในเมืองมากกว่า ชาวบ้านจะรู้สึกห่างเหินถ้าต้องเรียกใครว่าคุณ ดังนั้นที่คลอง ๑๕ ส่วนใหญ่ชาวบ้านเรียกลุงสมชายกับป้าปอนว่า “พี่” แม้จะอายุมากกว่าเราก็ตาม และป้าปอนเคยเจอคนแก่เรียก“น้า” เขาให้เกียรตินับเราเป็นญาติผู้น้อง เสมือนว่าเขาเรียกแทนลูกหลานของเขา

ในกรุงเทพฯ คนส่วนใหญ่พูดกันด้วยภาษาที่เรียกว่า “ภาษากลาง” แต่ถ้าสังเกตเราจะรู้ว่าคนที่พูดภาษากลางบางคนอาจมาจากภาคเหนือ อีสาน ใต้หรือจังหวัดทางแถบตะวันออกหรือตะวันตกของไทย หรือบางคนก็อาจเป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด เพราะจะมีหางเสียง สำเนียงต้นตำรับเล็ดลอดออกมาและถ้าเจ้าของเสียงเป็นชาวสุพรรณบุรี เพชรบุรี ก็มักจะมีสำเนียงที่ “เหน่อ”ออกมาให้เป็นที่หัวเราะขบขัน เป็นที่ล้อเลียนของคนอื่นบ่อยๆ อันที่จริงทุกจังหวัดมีลีลา สำนวน สำเนียงที่เป็นเอกลักษณ์ แม้ภาคเดียวกันก็ยังมีความต่างกัน

เมื่อเราอยู่ท่ามกลางชาวเมืองหลวง เรารู้สึกว่าภาษากลางเป็นภาษาที่ถูกต้อง ไพเราะน่าฟัง ส่วนภาษาท้องถิ่นสำเนียงเหน่อ แปร่ง จะฟังยากและให้ความรู้สึกต่ำต้อย แต่เดิมป้าปอนเคยเข้าใจว่าคนภาคกลางทั้งหมดมีภาษาและสำเนียงเหมือนคนเมืองหลวง ภายหลังเมื่อมีโอกาสเดินทางไปจังหวัดต่างๆ รอบกรุงเทพฯ และได้ลงไปถึงระดับหมู่บ้าน จึงได้รู้ว่ามีเพียงคนในเมืองหลวงเท่านั้นที่พูดด้วยสำเนียงภาษากลาง ส่วนชาวบ้านที่ห่างออกไปแม้เพียงจังหวัดนครปฐมสุพรรณบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และคงจะจังหวัดอื่นๆ อีกที่ป้าปอนไม่รู้ต่างก็มีสำเนียงและลีลาการพูดเป็นของตนเองทั้งสิ้น ที่ป้าปอนเคยคิดว่าภาษาท้องถิ่นเป็นภาษาแปลก ก็เลยกลับมาคิดว่าภาษาของคนเมืองหลวงต่างหากเล่าที่แปลกประหลาดกว่าคนอื่น ฟังๆ ดูรู้สึกว่าสำเนียงชาวพื้นถิ่นส่วนใหญ่เป็นของแท้ สำเนียงคนกรุงเป็นของปลอม ของที่ทำเทียมขึ้นยังไงก็ไม่รู้

เมื่อเรามาอยู่หมู่บ้านในจังหวัดนครนายกนี่ก็เช่นกัน เราพบว่าเขามีคำเรียกชื่อสิ่ง ต่างๆ แปลกออกไป เรียกตะกร้าว่า “กะเตง” เรียกถังน้ำว่า “โพง”โกหกก็ว่า “กอหก” เวลาเขาคุยกันเป็นกลุ่มด้วยสำเนียงเหน่อๆ ฟังดูมีชีวิตชีวามาก พอเราเข้าร่วมวงคุยบ้างก็กลายเป็นว่าเสียงเราช่างราบเรียบยังกะอ่านหนังสือไม่มีรสชาติเลย ต่อไปเห็นทีเราคงต้องหัดพูดแบบเขาบ้างเพื่อความมีอารมณ์ร่วม

ชาวบ้านมีศิลปะในการพูดตามแบบฉบับของเขา เวลาล้อเลียน ต่อว่าหรือต่อรอง เขาก็มีวิธีไม่ให้เสียหน้าหรือเสียศักดิ์ศรีด้วยกันทั้งสองฝ่าย นี่หมายถึงกรณีที่เขายังเป็นมิตรกันอยู่นะ ถ้าโกรธกันล่ะก็ คุณเอ๋ย เขาก็ด่ากันลั่นคุ้งรู้กันทั่วบางเลย


ตอนที่ ๒๒ << >> ตอนที่ ๒๔